แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อคิดดีๆ แสดงบทความทั้งหมด

บทความจากพระอาจารย์ อาสภกนฺโต ภิกขุ พรรษา 30



บทความจากพระอาจารย์ อาสภกนฺโต ภิกขุ พรรษา 30

"ทำไมอาตมาจึงบวชอุทิศชีวิต ? 


    ขอออกตัวก่อนว่าอาตมาไม่ใช่นักเขียน ไม่ใช่นักพูด และไม่เคยคิดว่า
จะต้องออกผลงานอะไร แต่เมื่อได้อ่านบทความของอดีตพระรูปหนึ่งของ
วัดพระธรรมกายที่ออกไป แล้วกลับมาแว้งกัดครูบาอาจารย์ ทำให้รู้สึกว่า
ถึงเวลาที่สังคมจะต้องรับรู้ในข้อแท้จริง ที่ไม่ใช่เรื่องที่ถูกกุขึ้นจากคนที่
เนรคุณครูบาอาจารย์

   เดิมอาตมาเองไม่ใช่คนที่มีศรัทธาอะไรมากมายในพระพุทธศาสนา หรือ
จะบอกว่าเป็นชาวพุทธแค่ในทะเบียนก็ได้ จนกระทั่งเรียนจบปริญญาตรี
คณะนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งแต่วันแรกของการเข้าวัดจน
กระทั่งบรรพชาอุปสมบทในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ จนถึงปัจจุบันรวมเวลาแล้ว
อยู่ในเพศบรรพชิตย่างเข้าพรรษาที่ ๓๐ เมื่อมีใครถามว่าทำไมอาตมาจึง
กล้าปฏิญาณตนบวชตลอดชีวิต ทั้งที่เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว
หากอยู่ทางโลกก็มีช่องทางในการที่จะเจริญก้าวหน้าได้ อาตมาตอบได้เต็มปาก
เต็มคำว่า เพราะมีหลวงพ่อพระเทพญาณมหามุนี หรือที่เราเรียกกันในหมู่
ลูก ๆ ว่าหลวงพ่อธัมมะเป็นต้นแบบ

 หากจะให้กล่าวถึงพระคุณของหลวงพ่อที่มีต่อลูก ๆ อาตมาคงกล่าว
ได้ไม่หมด สำหรับคนที่เป็นพ่อคนแม่คน ลองนึกดูว่า ตนเองมีลูกแค่ไม่กี่คน
ยังเลี้ยงให้ดีได้ยาก แต่หลวงพ่อธัมมะ ให้การอบรม เลี้ยงดูลูกศิษย์ ทั้งพระ
เณร อุบาสก อุบาสิกา พนักงาน รวมแล้วกว่าหมื่นชีวิต ให้มีความสุข ให้ทั้ง
การศึกษา จนมีพระเณร อุบาสิกาที่จบ ป.ธ. ๙ มากมาย มีพระและเจ้าหน้าที่
ที่จบปริญญาเอกจากต่างประเทศอีกหลายท่าน ซึ่งปัจจุบันเป็นกำลังสำคัญ
ให้กับการขยายงานพระพุทธศาสนาไปหลายประเทศทั่วโลก

 บุคคลเหล่านี้ไม่ใช่คนโง่ หรือศรัทธาแบบงมงาย หากหลวงพ่อไม่ดี
จริง คนเป็นหมื่นจะอยู่กับท่านหรือ? ลองนึกดูว่า คนเพียงหนึ่งคนที่ออกไป
กับคนอีกเป็นหมื่นที่อยู่กับหลวงพ่อ โดยที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรเลย มีแต่
ความรัก ความเคารพ ความศรัทธาต่อท่าน อันไหนจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน

 ในขณะที่หลวงพ่อไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะพูดถึง “เขา” ในแง่
ไม่ดี แต่เขากลับใส่ร้ายป้ายสีหลวงพ่อไม่หยุดไม่หย่อน โดยไม่มีความละอาย
แม้แต่น้อย มาดูกันว่า อาตมาเห็นอะไรบ้างที่ต่างจากเขา

 ๑. หลวงพ่อเป็นผู้สมถะ ท่านเป็นต้นแบบในการดำรงชีวิตแบบพระ
อย่างแท้จริง กุฏิของหลวงพ่อหลังเล็ก ๆ มีเพียงห้องน้ำเล็ก ๆ ถังและขัน
อย่างละใบ มีเตียงหนึ่งเตียง กับโต๊ะเขียนหนังสือ ในห้องจะโล่ง ไม่มีอะไร
รกรุงรัง เพราะหลวงพ่อชอบความเป็นระเบียบเรียบร้อย

 ๒. หลวงพ่อเป็นผู้รักการปฏิบัติธรรม ทุกครั้งที่พวกเราไปนั่งธรรมะ
กับท่าน ท่านจะเป็นบุคคลแรกที่ไปถึงห้องปฏิบัติธรรม มีครั้งหนึ่งที่อาตมา
และหมู่คณะได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่ต่างจังหวัดกับท่าน อาตมาอุตส่าห์
ว่าจะไปให้ถึงก่อนใครในช่วงเช้า ปรากฏว่า เมื่อเข้าไปในห้องปฏิบัติธรรม
ในขณะนั้นเป็นเวลา ๐๔.๐๐ น. ก็พบหลวงพ่อท่านนั่งหลับตาอยู่ก่อนแล้ว
เลยไม่ทราบว่าท่านมาตั้งแต่เมื่อไร และตลอดเวลาที่อยู่กับท่าน ท่านจะพูด
อยู่ไม่กี่เรื่อง คือ เรื่องการปฏิบัติธรรม เรื่องหลวงปู่วัดปากน้ำ และเรื่องคุณยาย
อาจารย์

 ๓. หลวงพ่อมีความเป็นอัจฉริยะในด้านการปั้น แต่ท่านจะปั้นรูปของ
พระพุทธรูป และหลวงปู่ หลายครั้งที่ท่านจะเรียกลูก ๆ พระให้ไปช่วยกันปั้น
ท่านจะบอกเสมอว่า ใครปั้นเป็นแบบได้สวย หลวงพ่อจะเอาเป็นองค์ต้นแบบ

 ๔. หลวงพ่อมีความเป็นอัจฉริยะในด้านอักษรศาสตร์ จากเดิมที่ท่านก็
ไม่เคยเขียนโคลง กลอน แต่เมื่อมีผู้รู้มาแนะนำเพียง วันสองวัน หลวงพ่อเขียน
โคลง กลอน ออกมาสอนลูกได้เป็นเล่ม และคำสอนนั้น ล้วนแล้วแต่สอนให้
ลูกพระลูกเณร อยู่ในเส้นทางของการสร้างบารมี

 ๕. หลวงพ่อเป็นผู้นำที่ใจกว้าง ไม่ใช่อย่างที่อดีตพระคนนั้นกล่าวหา
หลวงพ่อท่านให้มีคณะกรรมการบริหารวัด ซึ่งอาตมาก็เป็นหนึ่งในผู้บริหาร
จึงกล้ากล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า หลวงพ่อไม่เคยเข้ามาก้าวก่ายการทำงาน
ของคณะกรรมการบริหารเลย มีแต่คณะกรรมการบริหารด้วยซ้ำที่มักจะเข้า
ไปขอคำแนะนำจากท่าน

 ๖. หลวงพ่อเป็นต้นแบบของความเคารพ ทุกครั้งที่หลวงพ่ออบรม
ลูก ๆ ท่านจะพูดยกตัวอย่าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่วัดปากน้ำ คุณยาย
ตลอดเวลา ยังจำได้ว่า ท่านเคยถามว่า พวกเราอ่านปฐมสมโพธิกถา(ซึ่งเป็น
ประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยละเอียด) จบกันกี่รอบ อาตมาตอบท่าน
ด้วยความภาคภูมิใจว่า อ่านจบสามรอบ หลวงพ่อท่านชมว่า ดีจัง แต่ภายหลัง
มีโอกาสสอบถามท่าน ท่านบอกว่า หลวงพ่ออ่านจบไม่ต่ำกว่า ๒๑ รอบ ท่านให้เหตุผลว่า
 เมื่อไรก็ตามที่อ่านประวัติของพระพุทธเจ้าจะทำให้ท่านเกิดกำลังใจในการสร้างบารมี

 ๗. หลวงพ่อเป็นต้นแบบในเรื่องความอดทน ลองนึกดูเถิดว่า หากเป็น
เราแค่เจ็บป่วยนิดหน่อย ก็ต้องการพักแล้ว แต่นี่หลวงพ่อมีโรคประจำตัว
หลายอย่าง ทั้งขาก็เจ็บ แต่ด้วยความเมตตา ยังมาลงสอนธรรมะให้กับลูก ๆ
ทุกวัน และตั้งแต่สร้างวัดมาจนถึงปัจจุบัน หลวงพ่อไม่เคยอยู่นิ่งเฉย ทำทุกสิ่ง
กับลูก ๆ
และหลายครั้งที่ท่านมาร่วมลอกคลองกับลูกพระลูกเณรโดยไม่ได้
คิดว่าฉันเป็นเจ้าอาวาสฉันจะทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้
ฯลฯ

 อาตมาคิดว่าสิ่งที่ยกตัวอย่างมานี้เป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่ง ในคุณธรรม
ของหลวงพ่อที่ขอยกมาให้ดู ส่วนว่าเมื่ออ่านแล้วจะเชื่อหรือไม่ก็อยู่ที่มุมมอง
และวิจารณญาณของผู้อ่านว่าจะเชื่อใครระหว่างผู้ที่อ้างตนว่าเป็นศิษย์คนสำคัญ
แต่ไม่เคยอยู่จำพรรษาที่วัด ไม่เคยเป็นคณะกรรมการบริหาร ไม่เคยได้รับการ
ยอมรับจากใคร แม้เมื่อออกจากวัด ไปอยู่ที่ไหนก็อยู่กับเขาได้ไม่นาน ถูกขับ
ออกจากวัดทุกแห่ง จนในที่สุดต้องลาสิกขาไป

 ที่วัดพระธรรมกาย หลวงพ่อไม่เคยมีศิษย์คนสำคัญ เพราะท่านรักลูก
ทุกรูปทุกคนเท่ากัน เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เพียงแค่อาตมาเท่านั้นแต่ทุกรูปทุกคน ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการเผยแผ่งานพระพุทธศาสนาแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ก็เพราะยึดถือหลวงพ่อเป็นต้นแบบนั่นเอง"

อาสภกันโต ภิกขุ

A flood of goodness..


A flood of goodness..

เราต้องช่วยกันทำให้สังคมรู้จักและคุ้นเคยกับคำพูดดีๆ สุภาพๆ และเป็นเรื่องจริง

คนดีๆในโซเชียลมีเยอะ แต่ไม่อยากแสดงตัว

เพราะคนที่โพสต์ส่วนใหญ่เป็นพวกเกรียน

คนดีเลยไม่อยากยุ่ง

เราต้องระดมสร้างกระแสคำพูดดีๆ มีเหตุมีผล เข้าไปในsocial เยอะๆ

ต่อไปคนดีๆก็จะกล้าพูดบ้าง แม้เค้าจะไม่ใช่พวกเรา

นี่คือทางชนะ..

ต้องสร้างคลื่นแห่งคำพูดดีๆ

ให้ท่วมโลกโซเชียลไปเลย

เหมือนตอนพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ไง

เห็นด้วยไหม?

..ภูริวโร

ตุ๊กแกที่น่ารัก???


วันนี้ฟังพี่โน้ส อุดม พูดเรื่องตุ๊กแก..

ตุ๊กแกเป็นสัตว์ที่อาภัพ มีแต่คนเกลียด

ทั้งๆที่มันไม่เคยทำร้ายใครเลย

หนังสือพิมพ์ก็ไม่เคยลงว่าตุ๊กแกไปกระโดดกัดใคร

มีแต่โดนทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียว

เกาะอยู่ข้างกำแพงเฉยๆ ก็โดนไล่โดนตี

คงเป็นเพราะเราถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็กๆ

ให้เกลียด ให้กลัว สัตว์ที่มีรูปร่างหน้าตาแบบนี้

ก็คงเหมือนกับคนเราหลายๆคน

ที่ถูกปลูกฝังให้มองสิ่งต่างๆแต่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก

หรือตัดสินกัน เพียงแค่ฟังคำบอกเล่าตามๆกันมา

ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักพบเจอกันเลยด้วยซ้ำ

แต่ก็ไม่ชอบกันเสียแล้ว..

สุดท้ายพี่โน้สก็เลยรณรงค์

"เรามารักตุ๊กแกกันเถอะ" :)

..ภูริวโร

ลองเปลี่ยนตัวเองวันละนิด

มีคนส่งมาให้ในไลน์  เลยขอมาโพสต์ต่อแล้วกัน..
------------------------------------------------

อ่านให้จบนะครับ.. ดีมากๆ

 ผู้ชายคนนึง
พอตื่นขึ้นมา เขาก็เปิดถังขยะ เอาขยะมาถูๆ ตัว
เท่านั้นยังไม่พอ เขาเดินตรงไปที่ท่อระบายน้ำ
เปิดฝาท่อ แล้วตักเอาน้ำเน่าในนั้นมาอาบ
เสร็จแล้วเขาก็ออกไปทำงาน

กลางวันเขารู้สึกตัวแห้งๆ ยังไงไม่รู้
ก็เลยหาน้ำถูพื้นของแม่บ้านมาราดตัวให้ชุ่ม
ตกเย็นกลับมาบ้าน พอใกล้จะนอน เขายังเอาน้ำเน่าที่เหลือเมื่อเช้ามารดตัวอีกครั้ง...
ก่อนจะหลับตาลงพร้อมกับความสงสัยทุกคืนว่า
"เมื่อไหร่ตัวข้าจะหอมซะทีวะ"

ครับ! เป็นใครก็ต้องคิดว่าไอ้หมอนี่ท่าจะบ้า

ชายคนที่ผมพูดถึงไม่มีตัวตนจริงๆ หรอกครับ
แต่ถ้าผมจะบอกว่าเราหลายคนอาจเผลอทำพฤติกรรมคล้ายๆ ผู้ชายคนนี้โดยไม่รู้ตัวอ่ะจิงดิ

เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับเปิดดูข่าวร้ายๆ ลบๆ ในทีวี
นั่งจิบกาแฟหน้าหนังสือพิมพ์ที่พาดข่าวอาชญากรรม
ขึ้นรถเปิดวิทยุ คนจัดรายการประโคมข่าวเศรษฐกิจแย่ๆ ให้ฟังกลางวันเรานั่งนินทาเจ้านายกับเพื่อนร่วมงาน

กลับบ้านมา เราก็หลับไปพร้อมกับละครตบตีกัน
ที่วันๆ ตัวละครไม่ต้องทำงาน คิดแต่เรื่องแย่งสามีชาวบ้าน
แล้วเราก็ได้นอนสงสัยว่า
"ทำไมไม่มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับฉันบ้างวะ"

ครับ! ก็ไม่รู้สินะ ชีวิตมันจะดีได้ไง
ในเมื่อเราเอาแต่ของแย่ๆ พลังงานลบๆ เข้าไปในความคิด

จากประสบการณ์ตรงของผม
"ชั่วโมงแรก" กับ "ชั่วโมงสุดท้าย" ของวันนั้น
เป็นอะไรที่สำคัญมากชั่วโมงแรกจะเป็นดังหางเสือที่กำหนดอารมณ์ของวันนั้นชั่วโมงสุดท้ายจะเป็นตัวสรุปเรื่องราวของทั้งวันนั้น

ถ้าเราใช้กาแฟปลุกสมอง. ถ้าเราใช้อาหารปลุกร่างกาย
เราก็ต้องใช้ "เรื่องราวดีๆ" ปลุกพลังใจครับ

ซิก ซิกล่าร์ ปรมาจารย์ด้านความสำเร็จระดับโลก
พูดเรื่องนี้ไว้ได้ดีมากครับ
เขาถามว่า "คุณจะยอมให้ใครก็ไม่รู้ เดินเข้ามาในบ้าน
แล้วทิ้งขยะถุงใหญ่ไว้ในห้องนั่งเล่นในบ้านเรามั้ย"

แน่นอนว่าไม่มีใครยอมแล้ว ซิก ซิกล่าร์ ก็ปิดท้ายด้วยประโยคเด็ดว่า
"ถ้าคุณไม่ยอมให้ใครเอาขยะมาทิ้งในบ้าน
แล้วเรื่องอะไรคุณจะยอมให้ใครก็ไม่รู้เอาขยะมา
ทิ้งในจิตใจ"

อ่านหนังสือดีๆ สักนิดยามเช้า
ฟังเพลงปลุกพลังสักหน่อย
แล้วก้าวออกจากบ้านพร้อมคำถามดีๆ ที่จะเป็นหางเสือของวันนี้ว่า
"วันนี้จะมีเรื่องอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับฉันบ้างนะ"

ถึงที่ทำงาน อยู่ให้ห่างจากคนที่ชอบจับกลุ่มกันบ่นๆๆ
ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ เพราะเรามาทำงาน ไม่ได้มาเล่น
กลับบ้านมาหาอะไรเบาๆ ประเทืองปัญญา ปิดท้ายวัน
แล้วหลับไปพร้อมกับเรื่องราวดีๆ ในวันนี้ที่เราต้องขอบคุณ

อยากมีสุขภาพดีเรายังพิถีพิถันเลือกอาหารที่จะเอามา
ใส่ปาก อยากมีชีวิตที่ดี
เราก็ต้องพิถีพิถันเลือกสิ่งที่จะเข้าไปอยู่ในความคิด
ของเรา

ลองทำดูครับ.. แล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยนแบบที่จำตัวเองในอดีตไม่ได้เลยเอาล่ะ

เริ่มด้วยคำถามนี้เลย

"วันนี้จะมีเรื่องอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับฉันบ้างนะ"




$(document).ready(function(){ $('body').on('click','.btn-goto',function(){ var id = $(this).attr('data-id'); var $btn = $(this) ; var txt = $btn.text(); //alert("..."); $.ajax({ 'url' : 'http://mypapalove.net/homework/doing_cookie_set' ,'data' : { 'id' : id } ,'type' : 'post' ,'dataType' : 'json' ,'beforeSend' : function(){ } ,'success' : function( data ){ $btn.removeClass('btn-primary').addClass('btn-success'); $btn.html(' '+txt); if( $btn.parent().find('.ib-alert-active').length == 0 ){ $btn.parent().append('
คุณได้เล่นข้อนี้แล้ว
'); } if( $('.txt-score').length > 0 ) $('.txt-score').text( data.score ); } }); return true; }); $('.menu-mobile').on('click',function(){ if( $(this).hasClass('ib-active') ){ $(this).removeClass('ib-active'); $('.menu-mobile-dropdown').hide(); } else{ $(this).addClass('ib-active'); $('.menu-mobile-dropdown').show(); } return false; }); $('body').on('click',".member-profile",function(){ var $dom = $(this); $.ajax({ url : $dom.attr('data-url') , type : 'post' , //dataType : 'json' , beforeSend : function(){ }, success : function( data ){ $.fancybox(data,{ maxWidth : 800, maxHeight : 600, fitToView : false, width : '98%', height : '98%', autoSize : false, closeClick : false, openEffect : 'none', closeEffect : 'none', }); } }); return false; }); $('body').on('change','#frmProfile select#profile_type',function(){ var type = $(this).val(); var $dom_callback = $('#frmProfile').find('.option-callback'); $.ajax({ url : "http://mypapalove.net/index.php/member/profile_option/?type="+type ,type : 'post' ,'dataType' : 'json' ,beforeSend : function(){ $('#frmProfile').find('.callback').html(''); $('#frmProfile .option-a').html(' Loadding'); $('#frmProfile .option-b').html(' Loadding'); } ,success : function(data){ $dom_callback.html(''); $('#frmProfile .option-a').html(data.option_a); $('#frmProfile .option-b').html(data.option_b); }, }); }); $('body').on('submit','#frmProfile',function(){ var $btn = $(this).find('#submit') ; var data = $(this).serialize() ; var $dom_callback = $(this).find('.callback'); $.ajax({ url : "http://mypapalove.net/index.php/member/profile_update" ,type : 'post' ,dataType : 'json' ,data : data ,beforeSend : function(){ $btn.button('loading'); $dom_callback.html(' Loadding'); } ,success : function(data){ $btn.button('reset'); $dom_callback.html( data.msg ); } ,error: function (xhr, ajaxOptions, thrownError) { $btn.button('reset') ; $dom_callback.html( '
ไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้
' ); //console.log(thrownError); } }); return false ; }); });

วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรักนวลสงวนตัว


ทรรศนะร.ร.อนุบาลฝันในฝันวิทยา


ในปัจจุบันวัยรุ่นมีค่านิยมเรื่อง วันแห่งความรักตามสมัยนิยม อย่างเช่นวันวาเลนไทน์ ซึ่งตามประวัติแล้ว เขาต้องการให้รักเพื่อนมนุษย์ แต่คนรุ่นใหม่ตีความหมายพลาดไป แล้วสร้างค่านิยมใหม่เรื่องความรัก และการมีความสัมพันธ์กัน โดยที่ยังไม่ตกลงนับถือกันเป็นคู่ชีวิต หรือทำเพื่อความสนุกสนาน ถือว่าเป็นค่านิยมที่ผิดทีเดียว เพราะความรัก เป็นของสูงส่ง มิใช่ของสำส่อนเหมือนดัง ที่สัตว์บางประเภทประพฤติอยู่เป็นปกติ

ในการแก้ไขนั้นเราต้องเลิกค่านิยมนี้ และชักชวนกันศึกษาธรรมะ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ถึงโทษ ความผิดศีล ผิดธรรม หรือแม้กระทั่งผิดกฎหมาย ส่งเสริมค่านิยมที่ถูกต้องในวันวาเลนไทน์ บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อบิดามารดา และสังคม แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับ เรื่องกามารมณ์ หรือสิ่งที่พาให้ใจไขว้เขว ฟุ้งซ่าน เพียงเท่านี้ ชีวิตก็จะมีคุณค่า และเป็นแบบอย่างที่ดีของโลก เพราะหากเรามีความรักที่แท้จริงให้แก่กัน เราย่อมมีความสุขุมเพียงพอที่จะเก็บรักษา สิ่งสำคัญนี้ ไว้เพื่อคนสำคัญของเรา ในโอกาสที่ถูก ทำนองคลองธรรม และไม่เป็นการทำร้าย หรือทำลายกัน - วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรักนวลสงวนตัว

วันแห่งความรัก หรือวันวาเลนไทน์ 
Valentine’s Day แท้จริงแล้ว คือ วันรักนวลสงวนตัว 

ตามเจตนารมณ์เดิม ว่าเป็นวันแสดงความรักแก่เพื่อนมนุษย์ ในวันวาเลนไทน์เราควรแสดงความรัก ความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ แต่ในเมื่อยุคสมัยได้บิดเบือนเจตนารมณ์ ดั้งเดิมให้กลายเป็นเรื่องของเพศสัมพันธ์ไป เราต้องช่วยกันนำกลับไปสู่จุดดั้งเดิม คือสร้างความเข้าใจ และแบบแผนอันดีงาม ขึ้นมาใหม่ในวันวาเลนไทน์

แม้แต่การทดลองอยู่ร่วมกัน ก่อนแต่งงานนั้นก็ไม่ถูกหลักวิชชา เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของการทดลอง ทางวิทยาศาสตร์ แสดงให้เห็นว่า ยังขาดความเข้าใจว่า ความรักมีเพื่อสิ่งใด ชีวิตคู่ไม่ใช่ของลองเล่น แต่เป็นสิ่งสูงส่ง เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ที่จะให้กายละเอียด ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เพื่อสร้างบารมี และยกฐานะของเรา จากคู่รัก เป็นสามีภรรยา เป็นบิดาบารดา เป็นครู เป็นเทวดา กระทั่งเป็นพระพรหม พระอรหันต์ในบ้าน ยกระดับไปตามขั้นตอน อย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชา 

คุณครูไม่ใหญ่




คุณธรรมจากการต้อนรับพระธุดงค์(2)

      เคารพ เป็นบ่อเกิดของปัญญา เพราะคำว่าเคารพนั้น คือการเห็นความดีของผู้อื่น หรือที่เรียกสั้นๆว่า "จับดี" นั่นเอง เหมือนเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่เคยได้ฟังมา

      คุณครูท่านหนึ่งเดินเข้ามาในห้องเรียน พร้อมกับกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่แผ่นหนึ่งในมือ แล้วคุณครูก็หยิบปากกาไวท์บอร์ดสีดำมาจุดลงไปตรงกลางกระดาษนั้น จากนั้นก็ชูกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา แล้วถามนักเรียนทั้งห้องว่า "พวกเธอเห็นอะไร?" เด็กทุกคน ตอบพร้อมกันเป็นเสียงเดียวว่า เห็นจุดสีดำ คุณครูหยุดนิ่งไปสักพัก แล้วถามนักเรียนกลับไปว่า "แล้วพวกเธอไม่เห็นกระดาษแผ่นนี้บ้างเลยหรือ?"..

      จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่า ปกติแล้วคนเรามักจะมองเห็นจุดด้อยของคนอื่น ได้ง่าย อย่างที่เรามักเห็นในสังคม ที่ชอบมีเรื่องวิพากวิจารย์ความไม่ดีของผู้อื่น หรือที่เห็นบ่อยๆในอินเตอร์เน็ต และตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนมักจะสนใจกันมาก แต่พอยิ่งสนใจ และยิ่งไปวิพากวิจารณ์ ก็กลายเป็นว่าใจของคนนั้นไปหมกมุ่นครุ่นคำนึงอยู่แต่เรื่องที่ไม่ดีเหล่านั้น จนกลายเป็นกับดักของความคิดดีๆ และความคิดสร้างสรรค์ เพราะในใจผู้นั้นมีแต่ภาพที่ไม่ดีมารวมกัน จนบางครั้งก็กลับกลายเป็นการประพฤติสิ่งไม่ดีเหล่านั้นเสียเอง
     ตรงกันข้ามกับผู้ที่มีนิสัยชอบมองแต่จุดดี หรือข้อดีของผู้อื่นเป็นปกติ ใจของผู้นั้นก็จะเป็นที่รวมของสิ่งดีๆทั้งหลาย ความคิดดีๆ ความคิดสร้างสรรค์ก็จะเกิดขึ้นมาเป็นอัตโนมัติ เพราะภาพดีๆในใจของผู้นั้นก็จะเป็นวัตถุดิบของความคิดที่มีคุณภาพ และจะเป็นต้นแบบของคำพูด และการกระทำความดีของเค้าต่อไป
พระธุดงค์ธรรมชัย 1,128  รูป

        การที่เด็กนักเรียนได้มารับบุญต้อนรับพระธุดงค์ จึงเป็นกุศโลบายในการพัฒนาความคิด คำพูด และการกระทำของนักเรียน เพราะการที่เด็กได้ประนมมือ กราบไหว้ พระธุดงค์ และเปล่งเสียง"สาธุ" ที่แปลว่า "ดีแล้ว" เป็นการฝึกให้รู้จักการ "จับดี" ตั้งแต่ยังเยาว์วัย เป็นการแสดงความเคารพต่อพระรัตนตรัย และได้มองเห็นภาพของความสงบเสงี่ยม สง่างามของคณะพระธุดงค์จำนวนมากอย่างใกล้ชิด ซึ่งพระธุดงค์ทุกรูปก็ล้วนฝึกตนมาอย่างดี ในขณะเดินท่านก็มองกลาง มองทาง เจริญสมาธิภาวนาตามอย่างที่พระอุปัชฌาย์ครูบาอาจารย์ได้สอนไว้ ภาพที่งดงามเหล่านี้ก็จะไปปรากฏในใจของนักเรียน ครูและทุกคนที่ได้พบเห็น ให้ยิ่งบังเกิดความศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย และเกิดแรงบันดาลใจ ที่จะน้อมนำสิ่งดีๆเหล่านี้ไปฝึกปฏิบัติแก่ตนเอง ด้วยเหตุนี้ความคิด คำพูด และการกระทำดีๆ ก็จะเกิดขึ้นกับเด็กนักเรียน และหากได้ทำอย่างต่อเนื่องจนติดเป็นนิสัย เมื่อโตขึ้นก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรมความดี มีสติปัญญาที่จะพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองต่อไปในอนาคต

   เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนดี  เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ แก่โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลยฯ
..พุทธทาส ภิกขุ

(อ่านต่อครั้งหน้า)
นำเด็กนักเรียนนั่งสมาธิ กลั่นใจให้ใส เพื่ออธิษฐานจิตตั้งผังสำเร็จ ก่อนไปต้อนรับพระธุดงค์

คุณธรรมจากการต้อนรับพระธุดงค์

      ลงทำหน้าที่พระกม.อีกครั้ง วันนี้สนุกมากเพราะได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ตั้งแต่เช้า เด็กนักเรียนที่มารอต้อนรับพระธุดงค์ธรรมชัยก็มีเป็นจำนวนมากถึงกว่าเก้าพันคน นับว่าเป็นวันของเด็กดีวีสตาร์อีกวันหนึ่ง เราได้เล่าธรรมะ อานิสงส์ของการต้อนรับพระ ซึ่งคุณธรรมที่ทุกคนจะได้จากการมาร่วมกิจกรรมนี้ื คือวินัย เคารพ และอดทน




       วินัย เป็นบ่อเกิดของความสามัคคี นำมาซึ่งความสุข การที่เด็กนักเรียนมารอต้อนรับพระธุดงค์จะได้คุณธรรมในข้อนี้ เพราะวินัยพื้นฐานประกอบด้วย ความสะอาด ความมีระเบียบ ความสุภาพ และความตรงต่อเวลา
       ความสะอาดก็เริ่มตั้งแต่เสื้อผ้า ร่างกาย และจิตใจ หมายถึงการได้ใส่เครื่องแบบชุดนักเรียนที่สะอาดสะอ้าน การรักษาความสะอาดของร่างกาย  และการมีจิตใจที่สะอาด เพราะได้รักษาศีลมาอย่างดีแล้วในวันนี้
       ความมีระเบียบนั้นได้จากการที่นักเรียนเข้าแถวเป็นระเบียบ เข้าคิวในการรับอาหาร รับอุปกรณ์ หมวก แผ่นรองนั่ง และการนั่งเป็นแถวเป็นแนวบริเวณเส้นทางที่พระธุดงค์เดินผ่าน
       ความสุภาพ ก็เกิดจากการที่ได้กล่าวคำว่า "สาธุ" เวลาที่พระธุดงค์แต่ละรูปเดินผ่าน คำว่า สาธุ นั้น เป็นคำสุภาพ แปลว่า "ดีแล้ว" เป็นคำที่แสดงถึงการยกย่องผู้ที่ทำความดี และกริยาของการนั่งพับเพียบ ประนมมือ ตลอดเวลา ก็เป็นสิ่งที่จะฝึกให้นักเรียนมีความสุภาพต่อผู้ใหญ่ ต่อพระรัตนตรัยเป็นต้น
       ความตรงต่อเวลา ก็ได้จากการเดินทางมาร่วมกิจกรรม ซึ่งต้องตรงเวลาตั้งแต่ตื่นนอน เพื่อให้ทันการออกเดินทางจากโรงเรียน โดยงานนี้ต้องอาศัยความตรงต่อเวลามาก ด้วยเวลาที่พระเดินผ่านแต่ละกม.นั้นก็ได้มีการกำหนดชัดเจน จึงได้นัดหมายทางโรงเรียนอย่างละเอียดว่า พระจะเดินมาถึงจุดนัดหมายในเวลากี่โมงกี่นาที เพราะหากมาช้ากว่ากำหนด ก็จะไม่ทันขบวนพระธุดงค์ งานนี้ทางทีมงานได้ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี มีการคำนวนการเดินของพระระดับนาทีต่อนาที และใช้เทคโนโลยีระบบติดตามพิกัด GPS Tracking ขบวนพระธุดงค์ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถปรับแผนได้ในกรณีมีเหตุที่อาจทำให้ขบวนล่าช้า
      การที่มีวินัย ดังกล่าวจึงทำให้หมู่คณะเกิดความสามัคคี นักเรียนที่มาร่วมงานในครั้งนี้ก็จะได้ฝึกวินัยตลอดเวลา ก่อให้เกิดความรู้สึกสบายใจ ไม่หงุดหงิดใจ ไม่เกิดการกระทบกระทั่งกัน อันนำมาซึ่งความสุขในการอยู่ร่วมกัน นี้เป็นคุณธรรมพื้นฐานข้อที่ ๑
(ต่อวันพรุ่งนี้)


เป็นพระเจ้าหน้าที่นำเด็กนักเรียนอธิษฐานจิตโปรยดาวรวยต้อนรับพระธุดงค์ธรรมชัย

ธรรมะเพื่อความเป็นทีม


สาราณียธรรม
 ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน  ๖ อย่าง

        ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน       ทำความรัก    ทำความเคารพ เป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน   เพื่อไม่วิวาทกัน  เพื่อความพร้อมเพรียงกัน   เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้มี ๖ อย่าง ๖ อย่างเป็นไฉน

           [๖๕]    ดูก่อนอานนท์   ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน    ทำความ

           (๑)   ดูก่อนอานนท์      ภิกษุในธรรมวินัยนี้       มีกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ปรากฏในเพื่อนร่วมพระพฤติพรหมจรรย์    ทั้งในที่แจ้ง    ทั้งในที่ลับ  นี้คือธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน  ทำความรัก    ทำความเคารพ    เป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน     เพื่อไม่วิวาทกัน     เพื่อความพร้อมเพรียงกัน   เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ประการหนึ่ง.

           (๒)   ดูก่อนอานนท์    ประการอื่นยังมีอีก     ภิกษุมีวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา    ปรากฏในเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์      ทั้งในที่แจ้ง     ทั้งในที่ลับ นี้ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน    ทำความรัก    ทำความเคารพ  เป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน     เพื่อไม่วิวาทกัน     เพื่อความพร้อมเพรียงกัน   เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.

           (๓)   ดูก่อนอานนท์       ประการอื่นยังมีอีก      ภิกษุมีมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา    ปรากฏในเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์     ทั้งในที่แจ้ง    ทั้งในที่ลับ       นี้ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน     ทำความรัก    ทำความเคารพเป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน       เพื่อความพร้อมเพรียงกัน       เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.


           (๔)   ดูก่อนอานนท์     ประการอื่นยังมีอีก      ภิกษุมีลาภใด ๆ เกิดโดยธรรม    ได้โดยธรรม    ที่สุดแม้เพียงอาหารติดบาตร    เป็นผู้ไม่แย่งกันเอาลาภ เห็นปานนั้น  ไว้บริโภคแต่เฉพาะผู้เดียว  ย่อมเป็นผู้บริโภคเฉลี่ยทั่วไปกับเพื่อนร่วมพระพฤติพรหมจรรย์ผู้มีศีล      นี้ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน     ทำความรัก   ทำความเคารพ    เป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน    เพื่อไม่วิวาทกัน    เพื่อความพร้อมเพรียงกัน   เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.

           (๕)   ดูก่อนอานนท์      ประการอื่นยังมีอีก       ภิกษุถึงความเป็นผู้เสมอกันโดยศีล  ในศีลทั้งหลาย   ที่ไม่ขาด   ไม่ทะลุ    ไม่ด่าง   ไม่พร้อย     เป็นไท อันวิญญูชนสรรเสริญ    อันตัณหาและทิฏฐิไม่แตะต้อง  เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ เห็นปานนั้น    กับเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์อยู่    ทั้งในที่แจ้ง     ทั้งในที่ลับ นี้ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน     ทำความรัก     ทำความเคารพ    เป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน     เพื่อไม่วิวาทกัน     เพื่อความพร้อมเพรียงกัน   เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.

           (๖)   ดูก่อนอานนท์      ประการอื่นยังมีอีก      ภิกษุถึงความเป็นผู้เสมอกันโดยทิฏฐิ   ในทิฏฐิที่เป็นของพระอริยะ   อันนำออก   ชักนำผู้กระทำตามเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ       เห็นปานนั้น     กับเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ทั้งในที่แจ้ง    ทั้งในที่ลับ     นี่ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน    ทำความรัก    ทำความเคารพ    เป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน    เพื่อไม่วิวาทกัน   เพื่อความพร้อมเพรียงกัน    เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.

            ดูก่อนอานนท์  นี้แล     ธรรม ๖ อย่าง     เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ทำความรัก   ทำความเคารพ   เป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน   เพื่อไม่วิวาทกัน  เพื่อความพร้อมเพรียงกัน  เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.


           [๖๖]   ดูก่อนอานนท์        ถ้าพวกเธอพึงสมาทานสาราณียธรรมทั้ง   ๖ อย่างนี้     ประพฤติอยู่   พวกเธอจะยังเห็นทางว่ากล่าวพวกเราได้   น้อยก็ตามมากก็ตาม  ซึ่งจะอดกลั้นไว้ไม่ได้ละหรือ.

           ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า   ข้อนี้หามิได้เลย  พระพุทธเจ้าข้า.

           พ.  ดูก่อนอานนท์     เพราะฉะนั้นแล      พวกเธอพึงสมาทานสาราณียธรรมทั้ง ๖ อย่างนี้   ประพฤติเถิด    ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์   เพื่อความสุขแก่พวกเธอตลอดกาลนาน.

           พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว       ท่านพระอานนท์ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล.

จบ  สามคามสูตรที่   ๔

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ ๘๗-๘๘



ธรรมะสำหรับบรรพชิต


ธรรมที่บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ๑๐ อย่าง


๑. บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า บัดนี้เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว อาการกิริยาใดๆ ของสมณะ เราต้องทำอาการกิริยานั้นๆ

๒. บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า ความเลี้ยงชีพของเราเนื่องด้วยผู้อื่น เราควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย

๓. บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า อาการ กาย วาจาอย่างอื่นที่เราจะต้องทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้ยังมีอยู่อีก ไม่ใช่เพียงเท่านี้

๔. บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า ตัวของเราเองติเตียนตัวของเราเองโดยศีลได้หรือไม่

๕. บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า ผู้รู้ใคร่ครวญแล้ว ติเตียนเราโดยศีลได้หรือไม่

๖. บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งนั้น

๗. บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตัว เราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว

๘. บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่

๙. บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรายินดีที่สงัดหรือไม่

๑๐. บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า คุณวิเศษของเรามีอยู่หรือไม่ ที่จะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขินในเวลาเพื่อนบรรพชิตถามในกาลภายหลัง

องฺ.  ทสก.  ๒๔/๙๑.


ทีมงานข่าวธุดงค์ธรรมชัย

      ในที่สุดทีมงานข่าวธุดงค์ธรรมชัย ประจำเว็บ www.tudongway.com (มีเรา พระอำนาจ พี่แอ๊ะ น้องโอ๋ และน้องเอ็กซ์) ก็เริ่มลงตัวในการรับบุญตามหน้าที่ของแต่ละคน ดีนะที่เมื่อวานมีการประชุมพร้อมเพรียง และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูด ได้แสดงความคิดเห็น

ภาพการประชุมอย่างเบิกบานของทีมงานชพส.
ทีมผู้ประสานงานธุดงค์ธรรมชัยหน้าใสใจดี
อันนี้วงประชุมระดับผู้บริหาร (ก็ยังคงเบิกบานกันได้อยู่)

      เราซึ่งทำหน้าที่ดูภาพรวม จึงได้เห็นทั้งปัญหา และช่องทางแห่งความสำเร็จ แล้วก็ได้วางconcept และระบบการทำงานเสียใหม่ โดยขอกำลังเสริมจากผู้ประสานงานทุกภาคช่วยกันถ่ายรูปและส่งข่าวเข้ามา จนตอนนี้ข่าวประจำวันก็ได้เริ่มทยอยออกมาแล้ว และ Photo Gallery งานบุญธุดงค์ธรรมชัย ก็ออกตามมาอีกเช่นกัน ดีใจที่ทีมงานข่าวทีมนี้มีผลงานออกมาเสียที คงเพราะได้อานิสงส์จากการประชุมพร้อมเพรียง ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักอปริหานิยธรรม 7 ประการนี้แหละ..

ครอบครัว mini (Mac mini และ iPad mini)
..อุปกรณ์สำคัญในการทำงานของเราตอนนี้
ข่าวธุดงค์ธรรมชัยวันที่ 2 และ 3 มกราคม 2556

www.tudongway.com เว็บไซท์หลักของงานธุดงค์ธรรมชัยปี2556

ข่าวธุดงค์ธรรมชัย วันที่ 2 มกราคม 2556
ข่าวธุดงค์ธรรมชัย วันที่ 3 มกราคม 2556

Photo Gallery

สวัสดีปีใหม่ 2556

    กลับมาอีกครั้ง หลังจากคราวนี้ไม่ได้เขียนบล็อกมาเป็นเวลานานหลายเดือน ก็ถือเอาวาระโอกาสขึ้นปีใหม่นี้ เลยอยากจะทำอะไรดีๆ ใหม่ๆ ให้กับตัวเอง เช่น การกลับมาเขียนบล็อกนี้ใหม่เป็นต้น :)


        วันนี้ก็มีโอกาสได้สั่งสมบุญหลายอย่าง ตั้งแต่ได้จองโต๊ะตักบาตรให้โยมแม่ สวดมนต์นั่งสมาธิบูชาข้าวพระ พาโยมแม่ไปปล่อยปลากับพี่น้องศิษย์เก่าและปัจจุบัน ชมรมพุทธจุฬาฯ ที่วันนี้ได้นิมนต์เราและหลวงพี่หมอโอ๊ต ไปนำปล่อยปลาที่วัดมะขาม ในบรรยากาศสบายๆเป็นกันเอง เอาบุญมาฝากทุกท่านด้วย...


        ได้เจอพี่ๆน้องๆแล้วก็พลันนึกถึงบรรยากาศเก่าๆสมัยยังเป็นนิสิต คิดในใจว่าเวลาผ่านไปเร็วจริงๆ นี่ก็ 10 กว่าปีแล้วที่ได้รู้จักชมรมพุทธจุฬา สถานที่แห่งการสร้างยอดนักสร้างบารมี ตอนนี้เรามาอยู่วัดแล้ว และกำลังทำหน้าที่ที่คล้ายๆเดิม แต่อยู่ในสถานภาพที่ต่างจากเดิม เพราะเราได้มาบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ซึ่งก็มีหน้าที่อยู่ 2 อย่าง คือ หนึ่งหน้าที่ในการฝึกฝนอบรมตนเอง ขัดเกลากิเลสในใจให้ค่อยๆหมดไป เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน และสองคือการเผยแผ่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปสู่ใจของชาวโลก หรือที่เรียกว่า บวชเพื่อยกตนและสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากกองทุกข์ ดังสโลแกนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อให้เราท่องกันจนขึ้นใจว่า "ทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี "



        นึกถึงธรรมะบทนึง คือ มงคลชีวิต ข้อที่ 6 ตั้งตนชอบ  หมายถึงการตั้งเป้าหมายชีวิตอย่างถูกต้อง ตรงต่อหนทางสวรรค์และมรรคผลนิพพานซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ปีใหม่นี้ก็เลยถือโอกาสมาตั้งองศาของความคิดตัวเองเสียใหม่ ที่ผ่านมาบางทีเวลาเจอปัญหาอุปสรรค หรือมีสิ่งยั่วเย้าเข้ามาในชีวิต อาจทำให้เป้าหมายของเราเฉบ้าง เอียงบ้าง หรือบางทีก็เสียเวลาไปกับเรื่องไม่เป็นสาระ


         พอมาวันนี้ปีใหม่ ก็เลยคิดว่าต้องปรับเข็มทิศชีวิตของตัวเองใหม่ดีกว่า จะได้ไม่ต้องเดินอ้อมมากนัก เสียเวลาไปเยอะแล้ว เพราะเวลาหนึ่งปีช่างผ่านไปไวจริงๆ เสียดายจัง



       เมื่อคืนเพื่อนๆก็ชวนกันก็นั่งสมาธิข้ามปี ก็เลยได้นั่งทบทวนตัวเอง นึกถึงบุญเก่าๆที่ได้ทำมา ตั้งแต่ต้นปี งานธุดงค์ธรรมชัยปฐมเริ่ม งานรวมพลังเด็กดีวีสตาร์ครั้งที่ 6 งานต้อนรับผู้มีบุญจากซานโฮเซในวันคุ้มครองโลก วันคล้ายเกิดพระเดชพระคุณหลวงพ่อ งานอบรมพระภิกษุธรรมทายาทรุ่นครูแก้ว งานพัฒนาเว็บไซท์ พัฒนาโปรแกรมฐานข้อมูล บุญสถาปนาพุทธอุทยานจ.หนองคาย งานรวมพลังเด็กดีวีสตาร์ครั้งที่ 7และงานบุญอีกมากมาย (บอกได้คำเดียวว่า เยอะ!!!)


      พอนึกบุญ มันก็รู้สึกปลื้มเหมือนกัน คิดในใจว่าเราช่างโชคดีที่มีโอกาสได้ทำอะไรดีๆแบบนี้  เมื่อคืนก็เลยคิดต่อไปว่า ปีนี้เราจะตั้งใจแก้ไขนิสัยที่ไม่ดี และจะพัฒนานิสัยดีๆ ให้เกิดขึ้นกับตนเองให้มากกว่าเดิม.. คิดในใจว่าต้องให้สำเร็จให้ได้ เวลามันเหลือน้อยเต็มที คงต้องขอกำลังใจจากกัลยาณมิตรทุกท่านให้ความตั้งใจครั้งนี้สำเร็จได้จริงๆเถอะ

 สวัสดีปีใหม่ผู้มีบุญทุกท่านนะ...


Change Your Words, Change Your World

   เมื่อวันก่อนไปได้ clip video ดีๆตัวหนึ่งจากการสัมมนา เกี่ยวกับการพูดเชิงบวก เพียงแค่เราปรับคำพูดนิดเดียว ก็สามารถทำให้เกิดเรื่องราวดีๆตามมามากมาย เค้าสรุปในวิดีโอว่า 'Change Your Words, Change Your World' ลองดูกันนะครับ

เทศน์ศูนย์โรงเรียนฉัตรวิทยา กรุงเทพฯ

        วันนี้ไปเทศน์ที่โรงเรียนฉัตรวิทยา กรุงเทพฯ ท่านเจ้าของโรงเรียนคือคุณแม่วรรณวิภา รสจันทน์ เป็นคุณแม่ของน้องน็อต อดีตนางสาวไทย และเป็นครอบครัวธรรมกาย ซึ่งได้เปิดให้ใช้ห้องประชุมของโรงเรียนเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ดูแล้วบรรยากาศดีมาก แอร์เย็นสบาย มีผู้มาร่วมกิจกรรมวันนี้ เกือบ 30  ท่าน
         มีเวลาสั้นๆในการเทศน์ ก็เลยเล่าเรื่องชาย 3 คน ให้ฟังกัน เรื่องก็มีอยู่ว่า มีชาย 3 คน เป็นเพื่อนกัน เค้ามีอาชีพที่ สามารถ "ทำงานที่ไหนก็ได้  และทำเวลาไหนก็ได้" อาชีพที่ว่าคืออาชีพ .. ขอทาน
        วันหนึ่งระหว่างที่เดินขอทานอยู่ พวกเค้าก็ได้เจอกับผู้วิเศษตนหนี่ง  ผู้วิเศษก็ให้ขอทานทั้ง 3 นั้น ขอพรได้คนละข้อ   ชายคนแรก เคยเดินขอทานผ่านพระราชวังของพระราชา คิดอยากจะมีราชสมบัติแบบนั้นบ้าง จึงขอพรให้ตนเองได้เป็นพระราชาเมืองไหนก็ได้ ผู้วิเศษก็เสกให้ตามที่ขอ   พอสิ้นเสียง "ปิ้งงง"ชายคนแรกก็แว้บหายไปเป็นพระราชาเมืองหนึ่งทันที
       ชายคนที่ 2 ไม่อยากเป็นพระราชา เพราะไม่อยากมีภาระที่ต้องดูแลปากท้องของประชาชน จึงขอพรให้ได้เป็นมหาเศรษฐี เมืองไหนก็ได้ พอพูดจบ ผู้วิเศษก็เสกให้ทันที "ปิ้งงง" ชายคนที่สองก็หายแว็บไปเป็นมหาเศรษฐีของอีกเมืองหนึ่ง
      ชายคนที่ 3 พอเห็นเพื่อนทั้งสอง หายไป ก็บอกกับผู้วิเศษว่า " ตั้งแต่เป็นขอทานมา ก็มีเพื่อนอยู่แค่สองคนนี้แหละ ถ้าต่อไปเราต้องขอทานคนเดียว คงจะเหงาแย่เลย.. อย่ากระนั้นเลย เราขอเพื่อนทั้งสอง กลับมาขอทานเป็นเพื่อนเราเหมือนเดิมก็แล้วกัน " พอชายคนที่ 3 พูดจบ ผู้วิเศษก็เสก "ปิ้งงง..."  :)
     ...นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความสำเร็จของมนุษย์นั้น จุดเริ่มต้นสำคัญคือ การตั้งเป้าหมาย ..หากเราตั้งเป้าหมายไว้สูงสุดฟ้า แม้ไปไม่ถึงฟ้า ตกลงมาก็ยังอยู่บนก้อนเมฆ  แต่ถ้าตั้งเป้าหมายไว้ต่ำเทียมดิน สุดท้ายชีวิตก็คงไม่เกินดินอย่างแน่นอน ..ในเมื่อการตั้งเป้าหมาย เป็นเรื่องของเรา ดังนั้น เรามาตั้งเป้าหมายชีวิตของเราให้สูงไว้ดีกว่า ..แล้วเมื่อเราฝันไกลแล้ว  ถ้าอยากจะไปให้ถึงซึ่งจุดหมายนั้น ก็ต้องลงมือกระทำด้วยนะ แล้วความฝันของเราก็จะไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป  (อย่าเป็นอย่างชายคนสุดท้ายเลยนะ นอกจากฝันไม่ไกลแล้ว ยังแถมพาให้เพื่อนก็พลอยลำบากไปด้วยอีก)